วันออกพรรษา

วันออกพรรษา
สนับสนุนวันออกพรรษาโดย www.วันออกพรรษาทำบุญ.com

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ศาสนาในประเทศไทย

ศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาซิกข์ ต่างเป็นสมบัติกลางอันล้ำค่าของมนุษยชาติ แม้จะมีถิ่นกำเนิดในประเทศหนึ่ง ก็มาเจริญรุ่งเรืองในอีกประเทศ ในประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ศาสนาพุทธมีอิทธิพลชีวิต ศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง และชาวไทยทุกคนก็มีใจกว้างต่อผู้นับถือศาสนาต่างกัน


ประเทศไทยมีศาสนาที่สำคัญ 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และ ศาสนาซิกข์ ซึ่งรัฐบาลให้การรับรอง โดยมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ


ศาสนิกชนศาสนาต่างๆ ตามสถิติกรมการศาสนาปี พ.ศ. 2541(1998) ศาสนิกชนในประเทศไทย มี 61,466,187 คน จําแนก ตามศาสนาได้ดังนี้ พุทธศาสนิกชน 57,134,880 คน หรือ ร้อยละ 92.95 , อิสลามมิกชน 3,220,233 คน หรือ ร้อยละ 5.24 , คริสต์ศาสนิกชน 991,600 คน หรือ ร้อยละ 1.61 , พราหมณ.- ฮินดูและซิกข์ 21,661 คน หรือ ร้อยละ 0.04 และผู้นับถือศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ 97,813 คน หรือ ร้อยละ 0.16


ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยนับถือพุทธศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก สถาบันทางศาสนาได้รับการสนับสนุนจากทางราชการ วันสำคัญๆ ทางพุทธศาสนาเป็นวันหยุดราชการเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติศาสนพิธีในวันดังกล่าว ในส่วนของศาสนาอื่น คนไทยที่นับถือศาสนานั้นๆ ก็สามารถปฏิบัติศาสนพิธีของตนได้เช่นกัน ตามสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยนัยยะของรัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 38 “ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนเมื่อไม่เป็นปฏิปักษต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน



ศาสนาในประเทศไทย

ศาสนพิธีในเทศกาล

งานวันตรุษสงกรานต์ วันตรุษสงกรานต์ เป็นเทศกาลวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ของคนไทย ซึ่งยึดถือสืบเนื่องเป็นประเพณีมาแต่โบราณกาล เป็นระยะเวลาเข้าฤดูร้อน ที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าวจึงว่างจากงานประจำ มาร่วมกันทำบุญ แล้วมีการละเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันในแต่ละหมู่บ้าน ตำบล หรือเมืองหนึ่ง ๆ


วันตรุษ คือวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสี่ ซึ่งถือเป็นวันสิ้นปีนักษัตรหนึ่ง ๆ ตามประเพณีไทยแต่โบราณ และถือเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนห้า ตามจันทรคติเป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาได้เปลี่ยนไปถือแบบพม่าคือ ถือวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ คือในวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ทางสุริยคติ และถือเอาวันที่ ๑๓,๑๔,๑๕ เมษายนของทุกปีเป็นเทศกาลสงกรานต์


วันสงกรานต์ เป็นวันคาบเกี่ยวระหว่างปีต่อกัน ตามรูปศัพท์เดิม คำว่าสงกรานต์ แยกออกได้เป็นสองคำคือ สงฺกร แปลว่า ปนกัน หมายความว่าคาบเกี่ยวกัน อนฺต แปลว่าที่สุดสุดท้าย จึงแปลเอาความหมายว่าที่สุดของการคาบเกี่ยวกัน คือปีเก่ากำลังหมดไปคาบเกี่ยวกับปีใหม่ที่ย่างเข้ามา จะเห็นว่าในวันที่ ๑๓ หรือ ๑๔ เมษายน ตามทางสุริยคติในปฏิทินโหราศาสตร์ จะบอกกำหนดเวลาที่ดวงอาทิตย์จะยกเข้าไปสถิตย์ในราศีเมษ จะเห็นว่าในวันนั้นจะเป็นทั้งวันเก่าและวันใหม่ ในวันรุ่งขึ้นจึงเรียกว่า วันเนาว์ แปลว่าวันใหม่ แผลงมาจากคำบาลีว่า นวะ แปลว่าใหม่


งานบวชนาค งานบวชนับว่าเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาวไทย ที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะผู้ที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายให้บุตรของตนได้เป็นศาสนทายาท สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป อีกประการหนึ่งคือ ต้องการปลูกฝังบุตรของตนได้เรียนรู้หลักของพระศาสนา เพื่อจะได้นำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตการครองเรือนต่อไป


งานวันสารท วันสารท คือวันทำบุญกลางปีตามประเพณีนิยมของคนไทย มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพพการี หรือญาติที่ล่วงลับไปแล้วในวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบ นับจากวันสงกรานต์ตามจันทรคติ จนถึงวันสาร์ทจะครบหกเดือนพอดี วันสารทในแต่ละท้องถิ่นของไทย จะมีการคลาดเคลื่อนไปบ้าง เช่น ในภาคกลางกำหนดวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบ เป็นวันรับตายาย หรือทำบุญกลางเดือนสิบ วันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบ เป็นวันทำบุญอีกวันหนึ่ง เรียกว่า วันส่งตายาย ชาวรามัญกำหนด วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนสิบเอ็ด เป็นวันสารทมอญ ชาวลาวกำหนดวันแรม ๑๔ ค่ำเดือนสิบเอ็ด เรียกว่า วันสารทลาว


การทอดกฐิน การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ดหนึ่งช่วงหลังวันออกพรรษาและเป็นการทำบุญวันออกพรรษา ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง คำว่ากฐิน แปลว่ากรอบไม้หรือสะดึง สำหรับใช้ขึงผ้าเย็บจีวรของพระภิกษุ การทอดกฐินคือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างต่ำห้ารูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์ทั้งนั้นเป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น


งานลอยกระทงตามประทีป การลอยกระทงตามประทีป ถือเป็นประเพณีมาแต่โบราณว่า เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทาในชมพูทวีป โดยคติตามเรื่องที่กล่าวไว้ในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร


งานวันขึ้นปีใหม่ งานวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันเทศกาลที่ประชาชนมีประเพณีทำบุญ และมีงานรื่นเริงต่าง ๆ ได้แก่มหรสพ หรือการละเล่นพื้นเมือง รวมทั้งการเที่ยวเตร่หาความสนุกสนาน เป็นการเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่ เพื่อความสุข และความมีศิริมงคล งานวันปีใหม่นิยมมีงานสองวันติดต่อกัน คือวันสิ้นปีเก่า และวันขึ้นปีใหม่



ศาสนพิธีในเทศกาล

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนากับพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนากับพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทุกศาสนาจะต้องมีวันสำคัญของตนเองเพื่อให้ศาสนิกของตนได้ถือปฏิบัติเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์รวมการประกอบศาสนกิจ เพื่อความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน พระพุทธศาสนามีวันสำคัญที่พุทธศาสนิกชนนับถือและปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา สำหรับปฏิบัติกิจกรรมเป็นการบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ


  1. วันสำคัญที่มีการประกอบพิธีเป็นการพิเศษ เป็นวันที่ราชการและเอกชนหยุดราชการและหยุดประกอบกิจการงาน เพื่อประกอบศาสนกิจ ทำบุญทำกุศลกันโดยทั่วไป เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา

  2. วันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เช่น วันอัฏฐมีบูชา วันออกพรรษา วันโกนและวันพระ

  3. วันสำคัญตามเทศกาล เช่น วันตรุษสงกรานต์ วันสารท วันลอยกระทง เป็นต้น

พิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา พิธีกรรม คือ การกระทำที่คนเราสมมุติขึ้น เป็นขั้นตอน มีระเบียบวิธี เพื่อให้เป็นสื่อหรือหนทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังไว้ ซึ่งทำให้เกิดความสบายใจ และมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป พิธีกรรม ( Rituals ) ตามทัศนะของอาจารย์สนิท ศรีสำแดง คือ การเซ่นไหว้ บวงสรวงบูชาต่างๆ เป็นต้น พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นกิจกรรมของเด็ก ๆ เป็นของไร้สาระ พิธีกรรมเกิดจากความชื่นชม ความสนุก ความสบายใจ


ประเพณี (Tradition ) คือ สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติกันมานานจนไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไร และทำไมจึงเกิดขึ้น เป็นต้น ไม่มีต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน แต่คนก็ถือกันมาจนแน่นแฟ้น ฝ่าฝืนไม่ได้ ใครฝ่าฝืนเข้าจะถูกลงโทษ ประเพณี เป็นความเชื่อที่ถามเหตุผลไม่ได้ เพราะจะหาคำตอบไม่ได้ นอกจากจะตอบว่า “ เขาถือกัน “ ในทางพระพุทธศาสนานั้น มองประเพณีเป็นของกลาง ๆ คือ ไม่ตำหนิว่าเป็นสิ่งผิด และไม่ชื่นชมว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์แต่ประการใด แต่ให้ยึดถือเท่าที่จำเป็นที่มีรากฐานมาจากศีลธรรม สิ่งที่ควรก็ยอมรับปฏิบัติตามกับทั้งหาทางปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ไม่สมควรก็ลดละตัดทิ้งไปบ้าง เพื่อไม่ให้ขัดขวางต่อการทำดี ถ้าเปรียบเทียบประเพณีเป็นภูเขา พระพุทธศาสนาอยู่ตรงยอดของภูเขา พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ก็มีพุทธบริษัทเป็นผู้ร่วมประกอบพิธีโดยแฝงปรัชญาธรรมไว้เป็นหลักการของพิธีกรรมนั้นด้วย โดนมีจุดมุ่งหมายที่จะให้คนเข้าใจหลักธรรมโดยไม่รู้ตัว ดังจะเห็นได้จากพิธีทำบุญงานศพ ฯ จะมีหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา คนเราจะแบ่งออกตามสติปัญญา วิธีการสอนก็จะหาวิธีตามกำลังสติปัญญา สูง กลาง ต่ำ



วันสำคัญทางพระพุทธศาสนากับพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่หกกษัตริย์นำพยุหโยธาเสด็จนิวัติพระนครพระเวสสันดรขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดาพระเจ้ากรุงสญชัยตรัสสารภาพผิด พระเวสสันดรจึงทรงลาผนวชพร้อมทั้งพระนางมัทรี และเสด็จกลับสู่สีพีนคร เมื่อเสด็จถึงจึงรับสั่งให้ชาวเมืองปล่อยสัตว์ที่กักขัง ครั้นยามราตรีพระเวสสันดรทรงปริวิตกว่า รุ่งเช้าประชาชนจะแตกตื่นมารับบริจาคทาน พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ประชาชน ท้าวโกสีห์ได้ทราบจึงบันดาลให้มีฝนแก้ว ๗ ประการ ตกลงมาในนครสีพีสูงถึงหน้าแข้ง พระเวสสันดรจึงทรงประกาศให้ประชาชนขนเอาไปตามปรารถนา ที่เหลือให้ขนเข้าพระคลังหลวง ในกาลต่อมาพระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรมบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดพระชนมายุ

กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ เป็นกัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้าณอาศรมดาบสที่เขาวงกตพระเจ้ากรุงสญชัยใช้เวลา ๑ เดือน กับ ๒๓ วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห่ร้องของทหารทั้ง ๔ เหล่า พระเวสสันดรทรงคิดว่าเป็นข้าศึกมารบนครสีพี จึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูที่ยอดเขา พระนางมัทรีทรงมองเห็นกองทัพพระราชบิดาจึงได้ตรัสทูลพระเวสสันดรและเมื่อหกกษัตริย์ได้พบหน้ากันทรงกันแสงสุดประมาณ รวมทั้งทหารเหล่าทัพ ทำให้ป่าใหญ่สนั่นครั่นครืนท้าวสักกะเทวราชจึงได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหกกษัตริย์และทวยหาญได้หายเศร้าโศก

กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช เป็นกัณฑ์ที่เทพเจ้าจำแลงองค์ทำนุบำรุงขวัญสองกุมารก่อนเสด็จนิวัติถึงมหานครสีพี เมื่อเดินทางผ่านป่าใหญ่ชูชกจะผูกสองกุมารไว้ที่โคนต้นไม้ ส่วนตนเองปีนขึ้นไปนอนต้นไม้ เหล่าเทพเทวดาจึงแปลงร่างลงมาปกป้องสองกุมาร จนเดินทางถึงกรุงสีพี พระเจ้ากรุงสีพีเกิดนิมิตฝันตามคำทำนายยังความปีติปราโมทย์ เมื่อเสด็จลงหน้าลานหลวงตอนรุ่งเช้าทอดพระเนตรเห็นชูชกพากุมารน้อยสององค์ ทรงทราบความจริงจึงพระราชทานค่าไถ่คืน ต่อมาชูชกก็ดับชีพตักษัยด้วยเพราะเดโชธาตุไม่ย่อย ชาลีจึงได้ทูลขอให้ไปรับพระบิดาพระมารดานิวัติพระนคร ในขณะเดียวกันเจ้านครลิงคะได้โปรดคืนช้างปัจจัยนาคแก่นครสีพี

กัณฑ์ที่ ๑๐ สักกบรรพ

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๑๐ สักกบรรพ เป็นกัณฑ์ที่พระอินทร์จำแลงกายเป็นพราหมณ์มาขอพระนางมัทรี แล้วถวายคืนพร้อมถวายพระพร ๘ ประการ ท้าวสักกะเทวราชเสด็จแปลงเป็นพราหมณ์เพื่อทูลขอนางมัทรี พระเวสสันดรจึงพระราชทานให้ พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนาเพื่อร่วมทานบารมีให้สำเร็จพระสัมโพธิญาณ เป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวสะท้าน ท้าวสักกะเทวราชในร่างพราหมณ์จึงฝากนางมัทรีไว้ยังไม่รับไป ตรัสบอกความจริงและถวายคืนพร้อมถวายพระพร๘ประการ

กัณฑ์ที่ ๙ กัณฑ์มัทรี

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๙ กัณฑ์มัทรี เป็นกัณฑ์ที่พระนางมัทรีทรงได้ตัดความห่วงหาอาลัยในสายเลือด อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแก่ชูชก พระนางมัทรีเดินเข้าไปหาผลไม้ในป่าลึก จนคล้อยเย็นจึงเดินทางกลับอาศรม แต่มีเทวดาแปลงกายเป็นเสือนอนขวางทาง จนค่ำเมื่อกลับถึงอาศรมไม่พบโอรส พระเวสสันดรได้กล่าวว่านางนอกใจ จึงออกเที่ยวหาโอรสและกลับมาสิ้นสติต่อเบื้องพระพักตร์ พระองค์ทรงตกพระทัยลืมตนว่าเป็นดาบสจึงทรงเข้าอุ้มพระนางมัทรีและทรงกันแสง เมื่อพระนางมัทรีฟื้นจึงถวายบังคมประทานโทษ พระเวสสันดรจึงบอกความจริงว่าได้ประทานโอรสแก่ชูชกแล้ว หากชีวิตไม่สิ้นคงจะได้พบ นางจึงได้ทรงอนุโมทนา

กัณฑ์ที่ ๘ กัณฑ์กุมาร

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๘ กัณฑ์กุมาร เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงให้ทานสองโอรสแก่เฒ่าชูชก พระนางมัทรีฝันร้ายเหมือนบอกเหตุแห่งการพลัดพราก รุ่งเช้าเมื่อนางมัทรีเข้าป่าหาอาหารแล้ว ชูชกจึงเข้าเฝ้าทูลขอสองกุมาร สองกุมารจึงพากันลงไปซ่อนตัวอยู่ที่สระ พระเวสสันดรจึงลงเสด็จติดตามสองกุมาร แล้วจึงมอบให้แก่ชูชก

กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน เป็นกัณฑ์ป่าใหญ่ ชูชกหลอกล่ออจุตฤๅษีให้บอกทางสู่อาศรมพระเวสสันดรแล้วก็รอนแรมเดินไพรไปหา เมื่อถึงอาศรมฤๅษี ชูชกได้พบกับอจุตฤๅษี ชูชกใช้คารมหลอกล่อจนอจุตฤๅษีจึงให้ที่พักหนึ่งคืนและบอกเส้นทางไปยังอาศรมพระเวสสันดร

กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน เป็นกัณฑ์ที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชก และชี้ทางสู่อาศรมจุตดาบส ชูชกได้ชูกลักพริกขิงแก่พรานเจตบุตรอ้างว่าเป็นพระราชสาสน์ของพระเจ้ากรุงสญชัย จึงได้พาไปยังต้นทางที่จะไปอาศรมฤๅษี

กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก เป็นกัณฑ์ที่ชูชกได้นางอมิตดามาเป็นภรรยา และหมายจะได้โอรสและธิดาพระเวสสันดรมาเป็นทาส ในแคว้นกาลิงคะมีพราหมณ์แก่ชื่อ ชูชก พำนักในบ้านทุนวิฐะ เที่ยวขอทานตามเมืองต่างๆ เมื่อได้เงินถึง ๑๐๐ กหาปณะ จึงนำไปฝากไว้กับพราหมณ์ผัวเมีย แต่ได้นำเงินไปใช้เป็นการส่วนตัว เมื่อชูชกมาทวงเงินคืนจึงยกนางอมิตดาลูกสาวให้แก่ชูชก นางอมิตดาเมื่อมาอยู่ร่วมกับชูชก ได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี ทำให้ชายในหมู่บ้านเปรียบเทียบกับภรรยาตน หญิงในหมู่บ้านจึงเกลียดชังและรุมทำร้ายทุบตี นางอมิตดา ชูชกจึงเดินทางไปทูลขอกัณหาชาลีเพื่อเป็นทาสรับใช้ เมื่อเดินทางมาถึงเขาวงกตก็ถูกขัดขวางจากพรามเจตบุตรผู้รักษาประตูป่า

กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศ

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศ เป็นกัณฑ์ที่สี่กษัตริย์เดินดงบ่ายพระพักตร์สู่เขาวงกต เมื่อเดินทางถึงนครเจตราชทั้งสี่กษัตริย์จึงแวะเข้าประทับพักหน้าศาลาพระนคร กษัตริย์ผู้ครองนครเจตราชจึงทูลเสด็จครองเมือง แต่พระเวสสันดรทรงปฎิเสธ และเมื่อเสด็จถึงเขาวงกตได้พบศาลาอาศรมซึ่งท้าววิษณุกรรมเนรมิตตามพระบัญชาของท้าวสักกะเทวราช กษัตริย์ทั้งสี่จึงทรงผนวชเป็นฤๅษีพำนักในอาศรมสืบมา

กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงแจกมหาสัตสดกทาน คือ การแจกทานครั้งยิ่งใหญ่ ก่อนที่พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระนางมัทรี ชาลีและกัณหาออกจากพระนคร จึงทูลขอพระราชทานโอกาสบำเพ็ญมหาสัตสดกทาน คือ การให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ อันได้แก่ ช้าง ม้า โคนม นารี ทาสี ทาสา สรรพวัตถาภรณ์ต่างๆ รวมทั้งสุราบานอย่างละ ๗๐๐

กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์

ฟังเทศน์ทำบุญวันออกพรรษา ตำนานเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรบริจาคทานช้างปัจจัยนาค ประชาชนสีพีโกรธแค้นจึงขับไล่ให้ไปอยู่เขาวงกต พระนางเทพผุสดีได้จุติลงมาเป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราช เมื่อเจริญชนม์ได้ ๑๖ ชันษา จึงได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งสีวิรัฐนคร ต่อมาได้ประสูติพระโอรสนามว่า “เวสสันดร” ในวันที่ประสูตินั้นได้มีนางช้างฉัททันต์ตกลูกเป็นช้างเผือกขาวบริสุทธิ์จึงนำมาไว้ในโรงช้างต้นคู่บารมี ให้นามว่า “ปัจจัยนาค” เมื่อพระเวสสันดรเจริญชนม์ ๑๖ พรรษา ราชบิดาก็ยกราชสมบัติให้ครอบครองและทรงอภิเษกกับนางมัทรี พระราชบิดาราชวงศ์มัททราช มีพระโอรส ๑ องค์ชื่อ ชาลี ราชธิดาชื่อกัณหาพระองค์ได้สร้างโรงทาน บริจาคทานแก่ผู้เข็ญใจ ต่อมาพระเจ้ากาลิงคะแห่งนครกาลิงครัฐได้ส่งพราหมณ์มาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาคพระองค์จึงพระราชทานช้างปัจจัยนาคแก่พระเจ้ากาลิงคะ ชาวกรุงสัญชัย จึงเนรเทศพระเวสสันดรออกนอกพระนคร